วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551



บุคคลดีเด่นแห่งชาติ


ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เข้ารับรางวัลพระราชทานโล่เกียรติคุณ ประจำปี พ.ศ. 2551 จากสมเด็กพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะบุคคลดีเด่นแห่งชาติระดับนโยบาย จัดโดยสมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการ แห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)






วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ชี้พ่อแม่สิงห์อมควัน ทำลูกเสี่ยงใหลตาย



พบพ่อแม่สิงห์อมควันทำเด็กเล็กป่วยจากควันบุหรี่อื้อ เสี่ยงโรคใหลตายมากกว่าปกติ 2.5 เท่า พบเด็กต่ำกว่า 12 ปี มีผู้ปกครองสูบบุหรี่ 63%
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ (มสบ.) จัดงานแถลงข่าว "เปิดโครงการสถานบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี "ต้นแบบในการรณรงค์ให้บ้านปลอดบุหรี่" ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
พญ. ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถานบัน กล่าวว่า ปัญหาควันบุหรี่มือสอง กำลังเป็นภัยร้ายของเด็กเล็ก จากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2547 พบว่ามีครัวเรือน 7.3 บ้านครัวเรือน ที่มีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนสูบบุหรี่ และมีประชากรอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 2.28 ล้านคนที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน ซึ่งจากการสำรวจใน ปี 2550 ยังยืนยันว่า ร้อยละ 58.9 หรือ 6.3 ล้าน คน จากจำนวน ผู้สูบบุหรี่ทั้งหมด 10.8 ล้านคน นิยมสูบบุหรี่ขณะอยู่ในบ้าน แสดงให้เห็นว่าเด็ก ๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากภัยของควันบุหรี่ได้เลย



รศ.นพ. สรศักดิ์ โล่จินดารัตน์ ผู้แทนราชวิยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เด็กเป็นผู้ได้รับอันตรายจากควันบุหรี่ในบ้านในระดับสูง เพราะเด็ก ๆ มีระบบทางเดินหายใจที่เล็ก อัตราการหายใจเร็วกว่าผู้ใหญ่ และระบบป้องกันภายในร่างกายยังไม่แข็งแรง เหมือนผู้ใหญ่ จึงทำให้เด็กได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า โดยควันบุหรี่มือสองเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคใหลตายในเด็ก หรือโรค SIDS ทำให้เกิดการตายในเด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดา และตายเมื่อเป็นทารก โดยพบว่าครอบครัวที่มีพ่อสูบบุหรี่จะทำให้เด็กเสี่ยงเป็ฯโรคใหลตายเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า และหากทั้งพ่อและแม่สูบบุหรี่ความเสี่ยงก็จะเพิ่มเป็น 4 เท่า



รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ อุปนายกสมาคมโรคภูมิแพ้ และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคภูมิแพ้ในเด็กมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัย คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมมักเกิดจากการได้รับควันบุหรี่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคหอบหืด และโรคภูมิแพ้อากาศ โดยโรคหอบหืดในเด็กไทยพบร้อยละ 12-13 หรือประมาณ 3 ล้านคน แต่โรคนี้มีอันตรายมากกว่าเพราะหากรุนแรงอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ส่วนโรคภูมิแพ้อากาศพบมากถึงร้อยละ 30 ซึ่งโรคดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ทำให้มีอาการไอ จามตลอดเวลา ขณะเดียวกันกลุ่มคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ



รศ.พญ.มุกดา หวังวีรวงศ์ หัวหน้าโครงการสถาบันกล่าวว่า สถาบันได้ร่วมกับสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ทำการสำรวจความคิดเห็นต่อการรณรงค์ “บ้านปลอดบุหรี่” ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2551 โดยสำรวจพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่มีบุตรหลานอายุตั้งแต่แรกเกิด – 12 ปี ที่นำมารับบริการที่สถาบัน จำนวน 658 คน พบว่าร้อยละ 63.4 เป็นผู้สูบบุหรี่ โดยสูบเฉลี่ยวันละ 10.83 มวน หรือเฉลี่ยสูบ 24 วันต่อเดือน นอกจากนี้ ร้อยละ 82 ของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่สูบบุหรี่ยอมรับว่ามีการสูบบุหรี่ในบ้านจริง ขณะที่ร้อยละ 29.2 ยอมรับว่ามีบุตรหลานอยู่ใกล้ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองสูบบุหรี่ และร้อยละ 35 เคยเห็นบุตรหลานเลียนแบบท่าทางการสูบบุหรี่ ที่สำคัญร้อยละ 86 ของกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่า ผู้ที่รับควันบุหรี่มือสอง มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับคนที่สูบบุหรี่ แต่จากการสำรวจพบว่าผู้ปกครองไม่ถึงครึ่งที่ว่าโรคต่าง ๆ ในเด็กเกี่ยวข้องกับการได้รับควันบุหรี่มือสอง



“ผู้ปกครองทราบว่า ควันบุหรี่มือสองทำให้เด็กเป็นหวัดบ่อยขึ้นเพียงร้อยละ 37 การติดเชื้อทางเดินหายใจร้อยละ 51.8 หลอดลมอักเสบร้อยละ 48.8 หืดจับบ่อยขึ้นร้อยละ 53.8 หูน้ำหนวกร้อยละ 17.4 และใหลตายในเด็กเพียงร้อยละ 17 จึงมีความจำเป็นที่สถานบริการทุกแห่งจต้องร่วมกันให้ความรู้แก่ผู้ปกครองถึงโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งจากการสำรวจ พบว่าร้อยละ 84 ของผู้ปกครองเห็นด้วยกับการรณรงค์ให้บ้านเป็นเขตปลอดบุหรี่” รศ.พญ. มุกดากล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก วันที่ 5 ธันวาคม 2551

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อบรมเครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ 4 ภูมิภาค

เครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดยการสนับสนุนของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูมีสมรรถนะและศักยภาพในการควบคุมการบริโภคยาสูบให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันเด็กและเยาวชนให้รอดพ้นอันตรายจากการสูบบุหรี่ และสร้างค่านิยมที่ไม่สูบบุหรี่ ได้จัดให้มีการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ขึ้น 4 ภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ จันทบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 193 คน จาก 110 โรงเรียน และ 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แบ่งเป็น




ภาคเหนือจัดที่เชียงใหม่ 37 คน จาก 23 โรงเรียน (มัธยมทั้งภาครัฐและเอกชน 20 แห่ง / อาชีวะเอกชน 3 แห่ง)
  • ภาคอีสานจัดที่ขอนแก่น 56 คน จาก 33 โรงเรียน (มัธยมทั้งภาครัฐและเอกชน 29 แห่ง / อาชีวะเอกชน 4 แห่ง)

  • ภาคใต้จัดที่สงขลา 52 คน จาก 28 โรงเรียน (มัธยมทั้งภาครัฐและเอกชน 24 แห่ง / อาชีวะเอกชน 4 แห่ง)
  • ภาคตะวันออกจัดที่จันทบุรี 48 คน จาก 26 โรงเรียน (มัธยมทั้งภาครัฐและเอกชน 25 แห่ง / อาชีวะเอกชน 1 แห่ง)

ครูศุภรัตน์ ตันติเวชวงศ์ ประธานเครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า จากผลการวิจัยเรื่อง “การสูบบุหรี่ของนักเรียนนักศึกษาและพฤติกรรมปัญหาที่เกี่ยวข้อง” ของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ พบว่า เยาวชนที่สูบบุหรี่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่ไม่สูบบุหรี่ในเกือบทุก ๆ พฤติกรรม โดยระบุว่า ในเยาวชนไทยจำนวน 100 คนที่สูบบุหรี่ จะมีพฤติกรรมดื่มเหล้า
88 คน เที่ยวกลางคืน 68 คน มีเพศสัมพันธ์ 67 คน เล่นการพนัน 40 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นการติดยาเสพติด พบว่า การสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์สูงมากกับการใช้ยาเสพติดในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมต้น ซึ่งสนับสนุนความเชื่อเดิมที่ว่า การสูบบุหรี่มีแนวโน้มที่จะนำเยาวชนไปสู่ยาเสพติด โดยยิ่งอายุน้อยเท่าใดก็จะมีโอกาสก้าวจากบุหรี่ไปสู่ยาเสพติดมากยิ่งขึ้น
มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จึงจัดให้มี โครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ ขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้โรงเรียนมีนโยบายและการดำเนินงาน เพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากการติดบุหรี่ และเป็นการรณรงค์ให้โรงเรียนปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่18) พ.ศ.2550 เรื่องการกำหนดให้สถานที่สาธารณะเป็นเขตปลอดบุหรี่ โดยกำหนดให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาระดับที่ต่ำกว่าอุดมศึกษาต้องเป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด

ครูศุภรัตน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เนื้อหาสำคัญของการอบรมครั้งนี้ประกอบด้วย การนำเสนอข้อมูลสถาน
การณ์และแนวโน้มการบริโภคยาสูบ มาตรการด้านต่าง ๆ ในการควบคุมยาสูบ บทบาทหลากหลายของครูและโรงเรียนในการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งวิทยากรจากเครือข่ายครูฯ แต่ละท่านจะนำประสบการณ์และการทำงานรณรงค์เพื่อแลกเปลี่ยนกับครูที่เข้ารับการอบรม เช่น


ครูอนงค์ พัวตระกูล คณะกรรมการเครือข่ายครูฯ โรงเรียนบางมดวิทยา”สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์” นำเสนอการสร้างแกนนำเยาชนพี่สอนน้อง ในการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมทั้งสร้างเครือข่ายเยาวชน

ครูสุวิมล จันทร์เปรมปรุง โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑลนำเสนอการสร้างเยาวชนให้เป็นนักรณณรงค์และสร้างเครือข่ายโรงเรียนปลอดบุหรี่

ครูวราภรณ์ หงส์ดิลกกุลโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน นำเสนอวิธีการสร้างความเข้าใจนักเรียนให้เลิกสูบบุหรี่ รวมทั้งเทคนิคครูและผู้ปกครองมีส่วนช่วยให้เด็กไม่ติดหรือเลิกบุหรี่




คุณครูพเยาว์ รุจิโรจน์ โรงเรียนสามพรานวิทยา นำเสนอเทคนิคการผลิตสื่อเพื่อใช้ประกอบในการจัดการเรียนการสอน ให้นักเรียนได้เห็นถึงพิษภัยและอันตรายของการสูบบุหรี่มีหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น สื่อทำมือ หุ่นจำลอง การประดิษฐ์เกมต่าง ๆ จุดหนึ่งที่สร้างความฮือฮาแก่ผู้เข้าร่วมอบรม คือ การรู้เท่าทันกลยุทธ์บริษัทบุหรี่ ผู้เข้าร่วมอบรมกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่คิดว่าจะมีกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เป็นความรู้ที่ใหม่มาก ๆ

โรงเรียนใดสนใจข้อมูล หรือต้องการทราบรายละเอียดในการดำเนินโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ ติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ คุณธวัชชัย ก่อบุญ โทร. 0-2278-1828, 084-127-8624]



โฉมหน้าวิทยากรวิทยากรของเรา



ระดมความคิดและนำเสนอแผนงาน

กิจกรรมละบรรยากาศการเข้าร่วมการอบรม

ใหม่ !!!

ที่มา : ศูนย์ข่าว มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พฤศจิกายน 2551

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
ACTION ON SMOKING AND HEALTH FOUNDATION

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บุหรี่นอกฟ้องไทย

สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ

สมาชิก "ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ" เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ยกมือขออภิปรายภึงกรณีที่บุหรี่นอกยื่นฟ้องรัฐบาลไทย

เรียน ท่านประธานท้วมที่เคารพ
วันนี้ผมขอยกมืออภิปรายเรื่องที่ประเทศไทย ตกเป็นจำเลยของบริษัทบุหรี่นอกอีกครั้งหนึ่ง

โดยบริษัท ฟิลิปมอริสฯ เจ้าของบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร และแอลแอนด์เอ็ม บุหรี่นอกที่ขายที่ที่สุดในประเทศไทย วิ่งเต้นให้รัฐบาลฟิิลิปปินส์ยื่นคำฟ้องต่อดับเบิลยูทีโอ หรือองค์การการค้าโลก ว่ารัฐบาลไทยประเมินภาษีบุหรี่ของเขาเกินความจริง ทำให้สินค้าของเขาเสียเปรียบบุหรี่โรงงานยาสูบไทย

โดยคำร้องเรียกร้องให้ดับเบิลยูทีโอ ตัดสินให้ประเทศไทยยุติการเก็บภาษีเกินจริง

เรื่องนี้คาราคาซังมาหลายปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังมีความเห็นว่า บริษัท ฟิลิปมอริสฯ แจ้งราคานำเข้าบุหรี่ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อให้เสียภาษีน้อยลง ดีเอสไอหรือหน่วยงานสือสวยพิเศษพยายามที่จะสืบหาข้อมูลเพื่อยืนยันราคาน้ำเข้าที่แท้จริง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากบริษัทฟิลิปมอริสฯ ปกปิดข้อมูล แม้ทีมสืบสวนจะไปหาข้อมูลถึงมะนิลา และจาการ์ตา ก็ไม่ได้ข้อมูลกลับมา

กระทรวงการคลังจึงตัดสินใจกำหนดราคานำ้เข้าที่สูงขึ้น จากที่ฟิลิปมอริสแจ้งเพือประเมินภาษีบุหรี่มาร์ลโบโล จากซองละเจ็ดบาท เป็นแปดบาท ซึ่งทำให้ประเมินภาษีได้เพิ่มขึ้น และฟิลิปมอริสโต้แย้งว่าทำให้บริษัทของเขาต้องเีสียภาษีเพิ่มขึ้น ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นทำให้แข่งขันกับบุหรี่ไทยได้น้อยลง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัท ฟิลิปมอริสฯ ฟ้องรัฐบาลไทยต่อดับเบิลยูทีโอ

เมื่ือ พ.ศ. 2532 บริษัทธ ฟิลิปมอริสฯ ร่วมกับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติสัญชาติอเมริกาอีกสองบริษัท คือ อาร์เจโรย์โนล และบราวแอนด์ วิลเลียมสัน เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาฟ้องดับเบิลยูทีโอ ให้ตัดสินบังคับให้ประเทศไทยเปิดตลาดบุหรี่จนเป็นผลสำเร็จมาแล้ว

และเมื่อเปิดตลาดบุหรี่ไทยได้แล้ว ยังพยายามกดดันให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายห้ามสินค้าบุหรี่สนับสนุนการกีฬาด้วย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ออกมาคัดค้านเขาจึงทำไม่สำเร็จ

ครั้งนี้บริษัท ฟิลิปมอริสฯ ฟ้องร้องผ่านรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่เขาตั้งโรงงานอยู่ เพราะบริษัท ฟิลิปมอริสฯ เองไม่มีสิทธิ์ฟ้อง

และตอนนี้เขาจะใช้รัฐบาลอเมริกาเพื่อกดดันประเทศไม่ได้แล้ว เพราะบริษัท ฟิลิปมอริสฯ ได้แยกธุรกิจที่ทำภายในอเมริกา กับภายนอกประเทศ เป็นคนละนิติบุคคลกัน

ผู้ที่ฟ้องรัฐบาลไทย เป็นบริษัท ฟิลิปมอริส อินเตอร์เนชั่นแนล ทีีมีฐานอยู่ที่เมืองโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลอเมริกา

เหตุที่เขาแยกบริษัทที่ทำกาค้าบุหรี่ นอกประเทศอเมริกา ออกเป็นบริษัทต่างหาก ก็เพื่อที่การปฏิบัติการค้าบุหรี่นอกอเมริกา ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมยาสูบ ของสหรัฐอเมริกา ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ข่าววงในจากกระทรวงการคลัง ให้บริษัท ฟิลิปมอริสฯ กดดันกระทรวงการลังอย่างต่อเนื่องในเรื่องนี้ เพื่อให้ไทยยอมตามคำเรียกร้องของเขา

ในฐานะที่ผมเคยอยู่ในทีมผู้แทนไทยที่เจรจากับบริษัทบุหรี่นอก ที่กดดันให้เป็นตลาดบุหรี่มาก่อนเจรจากับสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา ทั้งที่วอชิงต้น และที่อับเบิลยูทีโอ ที่เจนีวา

อยากให้โรงงานยาสูบไทยได้อ่านคำฟ้องร้องของเขา ที่กล่าวหาว่ารัฐบาลไทยมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโรงงานยาสูบ รัฐบาลไทยเลือกปฏิบัติต่อบุหรี่ต่างประเทศ และให้คุณต่อโรงงานยาสูบไทย

โรงงานยาสูบจึงต้องไม่ไปร่วมมือกับบริษัทนี้ ในการคัดค้านข้อเสนอการควบคุมยาสูบของกระทรวงสาธารณะสุข ดังที่เคยทำมาแล้วหลายครั้งในอดีต เพราะยิ่งไปร่วมมือกับเขามากเท่าไหร่ โรงงานยาสูบเองจะเสียส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นเท่านั้น

และเหตุที่เขาฟ้องร้องเราก็เพราะต้องการสินค้าบุหรี่ของเขาแย่งส่วนแบ่งตลาดไทยให้ได้มากขึ้นจาก 20% ที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ผมขอเป็นกำลังใจแก่เพื่อนข้าราชการกระทรวงการคลัง ในการต่อสู้คดีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยให้เต็มความสามารถ

ไม่ต้องไปกลัวบริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในโลก

เพราะส่วนแบ่งตลาดที่มากที่สุดในโลก ย่อมหมายความว่าสินค้าของเขาเป็นฆาตกรฆ่าคนตายมากที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน

เราจึงไม่ต้องไปกลัวเขา

ขอบคุณคุณหมประกิต ที่ช่วยนำเรื่องนี้มาบอกกล่าวเพื่อนสมาชิก เห้นหรือยังว่าบุหรี่นอกมันร้ายกาจขนาดไหน

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2551

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ไทยซิวรางวัลควบคุมบุหรี่ดีเยี่ยม ปี 2551ที่โรงแรมโฟซิเทล เซ็นทารา แกรนด์ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา ในการประชุมของสมาคมวิจัยการเสพติดนิโคติน และยาสูบภาคพื้นเอเชีย ครั้งที่ 1 นพ. ปราชญ์ บุณยวงศ์ วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก่าวตอนหนึ่งว่า ในปี 51องค์กรภาคีโลกไร้ควันบุหรี่ ซึ่งเป็นองค์กรก่อตั้งเพื่อดำเนินการตามนโยบายรณรงค์คุ้มครองสุขภาพ ของผู้ไม่สูบบุหรี่ ได้มอบรางวัล จี เอส พี ให้กับประเทศไทยในฐานะที่มีผลการดำเนินงานด้านการควบคุมยาสูบชัดเจน ในระดับดีเยี่ยมของโลก ทำให้ประชาชนที่ไม่สูบบุหรี่ได้รับความนิยมปลอดภัยจากควันพิษในบุหรี่ เป็นการสนับสนุนนโยบายขององค์การอนามัยโลกให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน น.ส. บังอร ฤทธิภักดี ประธาน เครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบในภูมิภาคอาเชียน กล่าวว่า สถานการณ์การบริโภคยาสูบในกลุ่มอาเซียนพบว่า มีผู้สูบถึง 125 ล้านคนจากประชากร 575 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรที่สูบบุหรี่ทั่วโลก ที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนได้ให้ความร่วมมือในการเดินหน้ามาตรการควบคุมยาสูบในประเทศ ซึ่ง 4 ใน 10 ของกลุ่มประเทศอาเซียนมีการดำเนินการออกคำเตือนที่เป็นรูปภาพ ซึ่งไทย และสิงคโปร์ดำเนินการแล้วส่วนบรูไนจะออกภาพคำเตือนในปีนี้ ขณะที่มาเลเซียจะจัดทำในปีหน้า นอกจากนี้ยังร่วมมือมาตรการห้ามโฆษณาบุหรี่หรือส่งเสริมการขาย โดย 8 ใน 10 ประเทศ ห้ามโฆษณาบุหรี่ ยกเว้นกัมพูชา และอินโดนีเซีย ที่ยังปล่อยให้มีการโฆษณาได้
บุหรี่แนวใหม่จับใส่กระป๋องพร้อมดื่ม

บริษัทแดงกังหันอวดอ้างพัฒนาเครื่องดื่มสมุนไพรรสผลไม้ ที่ให้ความรู้สึกปลอดปล่อยผ่อนคลายแบบเดียวกับบุหรี่

กลุ่มเป้าหมายของ "ลิควิด สโมกกิ้ง" คือ สิงห์อมควันที่ไม่สามารถจุดบุหรี่ได้ในผับหรือสถานที่ สาธารณะ แต่อยากตอบสนองความปรารถนาของตัวเอง

ยูไนเต็ด ดริงส์ แอนด์ บิวตี้ คอร์เปอเรชัน แห่งเนเธอแลนด์ หวังว่าเครื่องดื่มน้องใหม่ จะเริ่มวางขายได้ก่อนถึงเทศกาลคริสต์มาสหนึ่งสัปดาห์ และหวังว่าจะนำเข้าไปขายในผัดในรูปแบบของมิกเซอร์ เช่นเดียวกับ เรดบูลล์

ยูไนเต็ด ดริงส์ยืนยันว่า ลิควิด สโมกกิ้ล ไม่มีนิโคติน แต่มีส่วนผสมของรากไม้ต่าง ๆ จากแอฟริกาที่คนป่าใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14

คนป่าที่ว่าจะเคี้ยวใบของต้นไม้เหล่านั้นเพื่อให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ แต่สำหรับลิควิด สโมกิ้ง ผู้ผลิตได้นำรากไม้ไปกลั่นเป็นน้ำมัน ก่อนนำมาปรุงเป็นเป็นเครื่องดื่ม

เครื่องดื่มชนิดนี้ให้พลังงานต่ำกว่า 21 แคลอรี่ในกระป๋มขนาด 275 มิลิลิตร และราคาน่าจะอยูทที่ 1.50 ปลอนด์ (85 บาท) สำหรับร้านค้าทั่วไป และ 2 ปลน (114 บาท) ในผับ

ที่สำคัญ ยังไม่มีการจำกัดอายุผู้ซื้อ แม้ทางผู้ผลิตสำทับว่า ไม่ว่าคิดว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ควรดื่มก็ตาม

มาร์ติน ฮาร์ตแมน ปรธานบริหารยูไนเต็ด ดริงส์ กล่าวว่า ไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่า ลิควิด ดริงกิงส์ เป็นอันตรายไม่ว่าในทางใด และบริษัทกำลังรอการอนุมัติจากกระทรวงสาธารณสุขฮอลแลนด์ เพื่อเริ่มวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์

"ผลิตภัณฑ์นี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มีคุณสมบัติคล้ายนิโคติน เพราะเราต้องการนำเสนอทางออกสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ลูกค้าสามารถดื่มลิควิด สโมกกิ้งแทนการสูบบุหรี่"

"ลิควิด สโมกกิ้งเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย คล้าย ๆ เวลาสูบบุหรี่ แรก ๆ คุณจะรู้สึกตื่นตัวมากกว่าเคลิบเคลิ้ม แล้วจะรู้สึกว่าจิตใจสงบลง และทำให้หายอยากนิโคติน ได้ 1-4 ชั่วโมง"

อย่างไรก็ตาม กลุ่มต่อต้านการสูบบุหรี่ไม่ปลื้อมกับผลิตภัณฑ์นี้ แต่อย่างใด โดยเฉพาะการชูจุดขายว่าเป็นทางเลือกแทนบุหรี่ และการที่ผู้บริโภคถูกปิดหู ปิดตา ได้รับรู้เพียงส่วนผสมที่ผู้ผลิตยอมเปิดเผยออกมาเท่านั้น รวมถึงการอวดอ้างเรื่องสุขภาพ ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ซ้ำแพกเกจผลิตภัณฑ์ยังตั้งใจทำออกมาให้เหมือนซองบุหรี่ ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมการสูบบุหรี่ทางอ้อม

ปัจจุบัน มีความกังวลกันมากขึ้นเรื่องผลกระทบจากเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนในปริมาณมาก เช่น เรดบูลล์ ที่มีต่อวัยรุ่น และหนุ่มสาว เนื่องจาก หากร่างกายรับกาเฟอีนมากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาการนอนไม่หลับ กังวล และอยู่ไม่นิ่ง ควบคุมตัวเองไม่ได้ เกี่ยวกับประเด็กหลัง ฮาร์ตแมน ยืนยันว่า ลิควิด สโมกกิ้งมีฤทธิ์การปลดปล่อยมากกว่ามีฤทธิ์กระตุ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ปริทรรศน์/360 องศาโลก วันที่ 29 ตุลาคม 2551





ทั่วโลกจับมือร่างกฎหมาย คุมบุหรี่เถื่อน ห้ามโฆษณาเว็บ - ไม่ขายปลอดภาษีในดิวตี้ฟรี

ผู้จัดการรายวัน - วานนี้ (29 ต.ค.) ที่โรงเรียนเซ็นทาราแกรนด์ ในการประชุมองสมาคมวิจัยการเสพติดนิโคติน และยาสูบภาคพื้นเอเชีย ครั้งที่ 1 ส.นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมยกร่างพิธีสารป้องกันบุหรี่เถื่อน ตามอนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบ มาตรา 15 ซึ่งมีสมาชิก 160 ประเทศ ทั่วโลก ได้ร่วมกันหารือในประเด็นการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาบุหรี่เถื่อน ดังนี้

1. ห้ามขายบุหรี่ปลอดภาษี โดยเฉพาะในร้านสินค้าปลอดภาษีของสนามบินต่าง ๆ ให้ขายได้เฉพาะบุหรี่ที่จัดเก็บภาษีแล้วเท่านั้น เนื่องจากช่องทางนี้เป็นสาเหตุสำคัญในการมีบุหรี่เถื่อนเล็ดลอดออกมาจำหน่ายในประเทศ เป็นจำนวนมาก

2. ห้ามโฆษณาขายบุหรี่ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งจากการศึกษาพบว่า มาตรการโฆษณาบุหรี่ 100% จึงสามารถลดการสูบบุหรี่ได้เต็มที่

3. ห้ามขายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และ

4. ห้ามจำหน่ายบารากู่ หรือฮูกก้า ซึ่งยังต้องประชุมอีก 2-3 ครั้ง จึงจะได้ข้อสรุป เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีประเด็กเหล่านี้บรรจุในกฎหมายของประเทศสมาชิกอนุสัญญาฯ มาก่อน

ด้าน นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (สสท.) และในฐานะประธานการประชุมฯ กล่าวว่า ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเช่นนี้ เกิดภาวะตกงาน ประชาชนยากจนลง โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งผู้บริโภคยาสูบของประชาชนส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำให้ประชาชนหันไปสูบบุหรี่มวนเอง คาดผู้สูบบุหรี่ในอีก 2 ปีข้างหน้า ผู้ที่สูบบุหรี่ทั้งหมด โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างมาก อีกทั้งทำให้ประชาชน มีศักยภาพในการซื้อน้อยลง จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการจำหน่ายบุหรี่แบ่งขาย หรือบุหรี่ซอยเล็กที่บรรจุน้อยกว่า 20 มวน ตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงปัญหาของการลักลอบนำบุหรี่เถื่อนมาขาย มีมากขึ้น

"วิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้คือ จะต้องจัดระเบียบระบบการจำหน่ายบุหรี่มวนเอง ให้มีการจัดเก็บภาษี เพราะปัจจุบันยาเส้นที่นำมาใช้ ไม่มีการเก็บภาษีจึงทำให้ราคาถูกมาก ซึ่งที่ผ่านมาสาธารณสุขได้หารือกับกรมสรรถสามิต กระทรวงคลัง ในการหามาตรการในการจัดเก็บภาษียาเส้น ซึ่งเป็นวัตถถุดิบในการที่ประชาชนจะมวนบุหรี่สูบเอง นอกจากนี้ต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. ยาสูบ พ.ศ. 2509 ในการห้ามจำหน่ายบุหรี่ซองเล็ก และปราบบุหรี่เถื่อนอ่างจริงจัง มากขึ้นด้วย นพ.หทัย กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 30 ต.ค. 2551