

สนับสนุนโดย มูลณิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่



ครูศุภรัตน์ ตันติเวชวงศ์ ประธานเครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า จากผลการวิจัยเรื่อง “การสูบบุหรี่ของนักเรียนนักศึกษาและพฤติกรรมปัญหาที่เกี่ยวข้อง” ของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ พบว่า เยาวชนที่สูบบุหรี่จะมีพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่ไม่สูบบุหรี่ในเกือบทุก ๆ พฤติกรรม โดยระบุว่า ในเยาวชนไทยจำนวน 100 คนที่สูบบุหรี่ จะมีพฤติกรรมดื่มเหล้า
88 คน เที่ยวกลางคืน 68 คน มีเพศสัมพันธ์ 67 คน เล่นการพนัน 40 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นการติดยาเสพติด พบว่า การสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์สูงมากกับการใช้ยาเสพติดในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมต้น ซึ่งสนับสนุนความเชื่อเดิมที่ว่า การสูบบุหรี่มีแนวโน้มที่จะนำเยาวชนไปสู่ยาเสพติด โดยยิ่งอายุน้อยเท่าใดก็จะมีโอกาสก้าวจากบุหรี่ไปสู่ยาเสพติดมากยิ่งขึ้น มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จึงจัดให้มี โครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ ขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้โรงเรียนมีนโยบายและการดำเนินงาน เพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากการติดบุหรี่ และเป็นการรณรงค์ให้โรงเรียนปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่18) พ.ศ.2550 เรื่องการกำหนดให้สถานที่สาธารณะเป็นเขตปลอดบุหรี่ โดยกำหนดให้โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาระดับที่ต่ำกว่าอุดมศึกษาต้องเป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด
ครูศุภรัตน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เนื้อหาสำคัญของการอบรมครั้งนี้ประกอบด้วย การนำเสนอข้อมูลสถาน
การณ์และแนวโน้มการบริโภคยาสูบ มาตรการด้านต่าง ๆ ในการควบคุมยาสูบ บทบาทหลากหลายของครูและโรงเรียนในการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งวิทยากรจากเครือข่ายครูฯ แต่ละท่านจะนำประสบการณ์และการทำงานรณรงค์เพื่อแลกเปลี่ยนกับครูที่เข้ารับการอบรม เช่น
ครูอนงค์ พัวตระกูล คณะกรรมการเครือข่ายครูฯ โรงเรียนบางมดวิทยา”สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์” นำเสนอการสร้างแกนนำเยาชนพี่สอนน้อง ในการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมทั้งสร้างเครือข่ายเยาวชน
ครูสุวิมล จันทร์เปรมปรุง โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑลนำเสนอการสร้างเยาวชนให้เป็นนักรณณรงค์และสร้างเครือข่ายโรงเรียนปลอดบุหรี่
ครูวราภรณ์ หงส์ดิลกกุลโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน นำเสนอวิธีการสร้างความเข้าใจนักเรียนให้เลิกสูบบุหรี่ รวมทั้งเทคนิคครูและผู้ปกครองมีส่วนช่วยให้เด็กไม่ติดหรือเลิกบุหรี่
คุณครูพเยาว์ รุจิโรจน์ โรงเรียนสามพรานวิทยา นำเสนอเทคนิคการผลิตสื่อเพื่อใช้ประกอบในการจัดการเรียนการสอน ให้นักเรียนได้เห็นถึงพิษภัยและอันตรายของการสูบบุหรี่มีหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น สื่อทำมือ หุ่นจำลอง การประดิษฐ์เกมต่าง ๆ จุดหนึ่งที่สร้างความฮือฮาแก่ผู้เข้าร่วมอบรม คือ การรู้เท่าทันกลยุทธ์บริษัทบุหรี่ ผู้เข้าร่วมอบรมกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่คิดว่าจะมีกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เป็นความรู้ที่ใหม่มาก ๆ
โรงเรียนใดสนใจข้อมูล หรือต้องการทราบรายละเอียดในการดำเนินโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ ติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ คุณธวัชชัย ก่อบุญ โทร. 0-2278-1828, 084-127-8624]
โฉมหน้าวิทยากรวิทยากรของเรา
ระดมความคิดและนำเสนอแผนงาน
กิจกรรมละบรรยากาศการเข้าร่วมการอบรม
ที่มา : ศูนย์ข่าว มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พฤศจิกายน 2551
มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
ACTION ON SMOKING AND HEALTH FOUNDATION
บุหรี่นอกฟ้องไทย
ไทยซิวรางวัลควบคุมบุหรี่ดีเยี่ยม ปี 2551ที่โรงแรมโฟซิเทล เซ็นทารา แกรนด์ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา ในการประชุมของสมาคมวิจัยการเสพติดนิโคติน และยาสูบภาคพื้นเอเชีย ครั้งที่ 1 นพ. ปราชญ์ บุณยวงศ์ วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก่าวตอนหนึ่งว่า ในปี 51องค์กรภาคีโลกไร้ควันบุหรี่ ซึ่งเป็นองค์กรก่อตั้งเพื่อดำเนินการตามนโยบายรณรงค์คุ้มครองสุขภาพ ของผู้ไม่สูบบุหรี่ ได้มอบรางวัล จี เอส พี ให้กับประเทศไทยในฐานะที่มีผลการดำเนินงานด้านการควบคุมยาสูบชัดเจน ในระดับดีเยี่ยมของโลก ทำให้ประชาชนที่ไม่สูบบุหรี่ได้รับความนิยมปลอดภัยจากควันพิษในบุหรี่ เป็นการสนับสนุนนโยบายขององค์การอนามัยโลกให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
บุหรี่แนวใหม่จับใส่กระป๋องพร้อมดื่ม
ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ปริทรรศน์/360 องศาโลก วันที่ 29 ตุลาคม 2551
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
จากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 22 ตุลาคม 2551
หมายเหตุ - นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสเขียนบทความเรื่อง "ทางออกจากวิกฤต" เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เพื่อเสนอแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของสังคมไทยในขณะนี้
1.สาเหตุของการออกจากวิกฤตไม่ได้วิกฤตการณ์ต่างๆ ในโลกที่หาทางออกไม่ได้ เกิดจากความขัดแย้งระหว่างสภาพความจริงใหม่กับวิธีคิดเก่า สภาพความจริงใหม่ คือ สังคมปัจจุบันเป็นระบบซึ่งซับซ้อนสุดประมาณไม่เหมือนสังคมโบราณ ระบบที่ซับซ้อนนี้จะผลิตวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ ออกมาตลอดเวลา ซึ่งเข้าใจได้ยาก แก้ไขได้ยาก หรือแก้ไขไม่ได้ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง ทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นวิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ผมพูดถึงมา 10 กว่าปีแล้ว หรือรวมเรียกว่ามหาวิกฤตการณ์สยาม เป็นวิกฤตที่ไม่มีรัฐบาลใด หรือใครแก้ได้
วิธีคิดเก่า คือวิธีคิดแบบตายตัว แยกส่วน ง่าย และเป็นเส้นตรง
ปัญหาของมนุษย์อยู่ที่วิธีคิดแบบนี้ที่นำมนุษย์เข้าไปสู่ความขัดแย้ง รุนแรง วิกฤตจนจะอยู่รอดไม่ได้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงกล่าวว่า "เราต้องการวิธีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้" วิทยาศาสตร์เก่าที่มีมา 500 ปี ก็ส่งเสริมวิธีเก่าแบบตายตัวแยกส่วน พระพุทธองค์ทรงค้นพบวิธีคิดใหม่ที่มองสรรพสิ่งทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (อนิจจัง) วิทยาศาสตร์ใหม่ที่ค้นพบมาประมาณ 100 ปี แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เห็นว่าสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตรงกับที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบมาเมื่อกว่า 2500 ปีมาแล้ว
ถ้าเอาทรรศนะและวิธีคิดแบบพุทธ หรือวิทยาศาสตร์ใหม่เข้าไปมองสภาพความเป็นจริงก็จะเข้าใจความซับซ้อน ความเชื่อมโยง ความเป็นพลวัต ความโกลาหล (Chaos) ความไม่มีทางออกด้วยทรรศนะ และวิธีคิดแบบเดิม ทรรศนะและวิธีคิดแบบเดิม ทำให้ทะเลาะกันมากขึ้น ขัดแย้งกันมากขึ้น และรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริง ที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่างซับซ้อนและอย่างเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง
2.การเห็นทั้งหมดตามความเป็นจริงระบอบทักษิณมีอยู่จริง ขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) มีอยู่จริง แต่ไม่ใช่เท่านั้น ทั้งหมดมีความหลากหลายมากกว่านั้นมาก ภายในที่เรียกรวมว่า ระบอบทักษิณก็มีความหลากหลายมาก ภายใน พธม.ก็มีความหลากหลายมาก ที่รวมกันเพราะความรู้สึกร่วมคือ ต่อต้านระบอบทักษิณ แต่ในสังคมยังมีอื่นๆ ที่ทั้งไม่ใช่ระบอบทักษิณ และไม่ใช่ พธม.อีกมากมายซับซ้อน การมีพวกนิยมกษัตริย์บ้าง ไม่นิยมกษัตริย์บ้างนี้ ก็เป็นธรรมดาของความหลากหลาย เราไปปฏิเสธความหลากหลายไม่ได้ เพราะเป็นธรรมชาติที่มีอยู่จริง
ตัวอย่างของระบบที่ดีที่สุดคือ ระบบร่างกายของเราซึ่งมีความหลากหลายสุดประมาณ เซลล์สมอง เซลล์หัวใจ ตับ ไต หัวแม่เท้า ฯลฯ ไม่เหมือนกันเลย หัวใจ ตับ ไต ต่างมีอัตลักษณ์ของตัว หัวใจกับตับ จะไปเหมือนกันไม่ได้ แต่อวัยวะจะมีอัตโนมติ (Autonomy) หัวใจจะไปรอให้ใครสั่งให้เต้นไม่ได้ ปอดจะไปรอให้ใครสั่งให้หายใจไม่ได้ มันจะตายเสียก่อน เราจึงเห็นทั้งความหลากหลายและความเป็นอิสระ แต่ทั้งหมดเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเอกภาพโดยมีจิต หรือจิตจำนงเดียวกัน ถ้าสมองไปทาง หัวใจไปทาง ตับไปทาง เราก็เป็นคนอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ฉะนั้น โจทย์ของเราไม่ใช่ไปปฏิเสธความหลากหลายที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ไปปฏิเสธอิสรภาพ หรืออัตโนมติของแต่ละอวัยวะของสังคม แต่โจทย์ของเราอยู่ที่ทำอย่างไรที่องคาพยพของประเทศไทยอันหลากหลาย และมีอัตโนมตินั้น จะมีความเป็นเอกภาพ คือมีจิตร่วม
เอกภาพไม่ได้อยู่ที่การคิด มนุษย์แต่ละคนคิดต่างกัน จะไปบังคับให้คิดเหมือนกันไม่ได้ นั่นเป็นเผด็จการ คิดต่างกัน จิตจำนงร่วมเป็นคนละเรื่อง จิตจำนงร่วมเกิดขึ้นได้ และที่จริงทุกคนทมีอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ แต่เราไปไม่ถึงเพราะมัวไปทะเลาะกันในส่วนที่ตื้นกว่า ถ้าเราสามารถสร้างจิตจำนงร่วมท่ามกลางความหลากหลายและอัตโนมติ เราจะเกิดพลังสร้างสรรค์มหาศาล เพราะฉะนั้น การทะเลาะกันแบบแยกส่วน จะยังทะเลาะกันไปก่อนก็สุดแล้วแต่เหตุปัจจัยและความเป็นไปได้ แต่ทุกฝ่ายควรระลึกรู้ว่าทางออกจากวิกฤตที่แท้จริงนั้นคือ การเห็นทั้งหมด คิดอย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์ที่มีพลวัต คือปรับเปลี่ยนได้ตามเหตุปัจจัย ไม่ตายตัวแยกส่วน และสร้างจิตจำนงร่วมของประเทศ
3.ต้องเอาใจเป็นตัวตั้ง
เราคุ้นเคยกับการที่ว่าทำอะไรๆ ต้องเอาความรู้นำ ความรู้แยกเป็นส่วนๆ และปรากฏอยู่ใต้อำนาจของกิเลสได้ง่าย จึงไม่มีพลังพอที่จะพาออกจากสภาพวิกฤต ถ้าใช้ใจนำความรู้ตามจะพบทางออก การใช้ใจนำทำให้เปลี่ยนมุมมอง มุมมองเก่าทำให้ติด มุมมองใหม่ทำให้หลุดมุมมองเก่าคือ ต่างฝ่ายต่างมองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู ความจริงก็คือ
คนทั้งหมดไม่ว่าจะคิดอย่างไร หรือผิดถูกดีเลวอย่างไร ล้วนเป็นเพื่อนมนุษย์กับเรา ถ้าเรามีความรักความเมตตาต่อคนทั้งหมด โดยไม่ตั้งเงื่อนไขแบบที่พ่อแม่รักลูก และลูกรักพ่อแม่ จิตจะหลุดจากความบีบคั้นทันที ทดลองดูเดี๋ยวนี้ก็ได้ รักและเมตตาคนทั้งหมดโดยไม่ตั้งเงื่อนไขจะพบว่าจิตหลุดพ้นจากความบีบคั้นทันที มีความสุขและมองเห็นทางออก
การเยียวยาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะเปิดพื้นที่ในหัวใจให้ทำสิ่งดีๆ ได้สุดสุด อย่างเหลือเชื่อ การเยียวยาต้องไม่เลือกข้าง เลือกขั้ว ไม่ตั้งคำถามหาผิดหาถูก เอาแต่ใจ...ของความเป็นมนุษย์มาสัมผัสกัน ตามหลักการผู้ตกเป็นเหยื่อ ไม่ได้มีเฉพาะผู้ถูกกระทำเท่านั้น ผู้กระทำก็ถือเป็นผู้ตกเป็นเหยื่อด้วย เหยื่อของความบีบคั้นอะไรที่ทำให้ทำ และความบีบคั้นอย่างสาหัสภายหลังกระทำ ฉะนั้นต้องไม่ลืมว่าผู้กระทำก็ต้องการการเยียวยาด้วย ยามที่ฝ่ายถูกกระทำ กำลังมีความแค้นพุ่งสูงยากที่จะยอมรับว่าผู้กระทำก็ต้องการการเยียวยาด้วย แต่ก็อยากจะฝากไว้ ซึ่งถ้าทำได้คนทั้งหมดจะร้องไห้กันระงม เพราะความสูงส่งของความเป็นมนุษย์เข้าจับมโนวิญญาณ ความสมานฉันน์หลังจากนั้นเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
4.ทางออกเฉพาะหน้า
โดยทางสันติ หรือโดยทางนองเลือดทางออกเฉพาะหน้าอาจสรุปเหลือสองเส้นทาง คือเส้นทางสันติวิธี กับเส้นทางนองเลือด
ก.เส้นทางสันติวิธี
(1) ด่วนที่สุด หากเหตุการณ์รุนแรงเมื่อ 7 ตุลาคม เป็นเรื่องของคุณสั่งมา เพื่อล้มกระด้านการตัดสินคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ลอนดอนในวันที่ 21 ตุลาคม ก็จะมีการสร้างสถานการณ์รุนแรงอีกจากวันนี้ไปถึงวันที่ 21 ตุลาคม ต้องประชาสัมพันธ์ให้ทราบทั่วกัน และช่วยกันระวังระไว อย่างเต็มที่ป้องกันไม่ให้มีสถานการณ์รุนแรง กทม. และกรมป้องกันสาธารณภัยต้องระดมอาสาสมัครรักษาพระนครอย่างเต็มที่ จะวางใจตำรวจแต่เพียงฝ่ายเดียวเห็นจะยังไม่ได้
(2) หากฝ่ายการเมืองและตำรวจที่รับผิดชอบสามารถเอ่ยคำว่า "ผมเสียใจ ผมขอโทษ ผมขอแสดงความรับผิดชอบดังต่อไปนี้ ....." จะลดดีกรีความร้อนแรงของความแค้นลงอย่างทันทีทันใด
(3) ดำเนินกระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็วทันใจจะช่วยถอดชนวนความรุนแรงลง เพราะความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของมนุษย์ มนุษย์ยอมตายเพื่อความยุติธรรมได้
ความยุติธรรมที่ยุติธรรมจะช่วยให้มีทางออกด้วยสันติ ความยุติธรรรมที่ไม่ยุติธรรม หรือความยุติธรรมปลอมจะไม่ได้รับความเชื่อถือ ผบ.ตร.จะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงให้มีคนเชื่อถือได้อย่างไร ในเมื่อตำรวจเป็นคู่กรณี ความเกเรกับความยุติธรรม เป็นเหตุให้วิกฤตและออกจากวิกฤตไม่ได้ของสังคมเรื่อยมา ในอนาคตต้องช่วยกันทำให้ระบบยุติธรรมแข็งแรง ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างของระบบตำรวจด้วย มิฉะนั้นตำรวจจะตกเป็นเหยื่อของการตกเป็นผู้ทำไม่ถูกต้องตลอดกาล สังคมไทยต้องรักตำรวจไทย เหมือนสังคมอังกฤษต้องรักตำรวจอังกฤษ
(4) ถ้ารัฐบาลและรัฐสภาหมดความสามารถในการแก้วิกฤต ควรขอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ เพื่อเปิดช่องว่างให้ทรงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้
(5) ถ้ายังทำอะไรๆ ก็ไม่ได้ ก็ทะเลาะกัน กดดันกันต่อไป แต่อย่าใช้ความรุนแรง รัฐควรเปิดโอกาสให้ใช้การสื่อสารของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน ให้แต่ละฝ่ายพิสูจน์ตัวเองต่อสาธารณะว่าใช้ความจริง ใช้เหตุผล ใช้สัมมาวาจา เมื่อสาธารณะเข้ามากำกับ ความแตกต่างสร้างสรรค์มากขึ้นเรื่อยๆ ความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ต่างหากที่จะพาเราออกจากความติดขัดที่ยาก การปะทะของขั้วตรงข้าม ทำนองเดียวกับฟ้าผ่าจะมีการทำลายสูงและอาจก้าวไปข้างหน้าไม่ได้อีกนาน
(6) การเจรจาหาข้อยุติร่วมกันเป็นเรื่องสำคัญ ความขัดแย้งทุกชนิดยุติด้วยการเจรจา ขัดแย้งรุนแรงเท่าใดๆ ก็สามารถยุติได้ด้วยการเจรจาหาข้อยุติร่วมกัน รัฐไม่พึงเข้ามาแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรง เพราะจะเพิ่มจำนวนผู้ต่อต้านมากขึ้น ทำนอง "ตายสิบเกิดแสน" แต่ต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาดัวยสันติวิธี บุคคลและองค์กรต่างๆ ควรเข้ามาส่งเสริมการเจรจาหาข้อยุติร่วมกัน
ข. เส้นทางรุนแรงนองเลือด
ถ้าหากสันติวิถีดังกล่าวข้างบนไม่มีใครปฏิบัติหรือไม่ได้ผล แล้วหลุดเข้าไปสู่การปะทะนองเลือด
กองทัพไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเข้ามาระงับยับยั้งความรุนแรง และยึดอำนาจรัฐอย่างสั้นที่สุดเพื่อสลายขั้ว แล้วนำความขึ้นกราบบังคมทูลว่าบัดนี้ระบบการเมืองสุดความสามารถในการแก้วิกฤตแล้ว เกิดสุญญากาศทางอำนาจแล้ว ขอพึ่งพระบารมี ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนกลางมีศักยภาพสูงในการยุติวิกฤตการณ์ และประสานให้ทุกฝ่ายในสังคมมาร่วมสร้างระบบอารยะประชาธิปไตย ที่ทุกฝ่ายยอมรับ และร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมไทยที่มีความเป็นธรรม เมื่อมีความเป็นธรรม ความขัดแย้งลดลง ความร่วมมือก็จะมากขึ้น ทำให้เห็นความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์เป็นไปได้
ความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์จะทำให้เกิดสิ่งดีใหม่ที่ดีสิ่งใหม่ที่ดีเป็นอย่างไรพยากรณ์ไม่ได้ เพราะเป็นสังคมที่มีคุณสมบัติใหม่โดยสิ้นเชิง ไม่เหมือนสังคมเก่าๆ อย่างที่เรารู้จักกัน
“แพท พาวเวอร์แพท” เสียใจ ศาลอุทธรณ์ไม่ลดโทษ ต้องติดคุก 50 ปี เท่าเดิม บอกไม่ท้อ เตรียมยื่นฎีกาขอลดโทษแล้ว เปิดใจกว่า 4 ปีที่ถูกจองจำ ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตจนแตกฉาน ยกเป็นมหา’ลัยชีวิต เผย กำลังจะจบป.ตรี จาก มสธ.เดือน ต.ค.นี้ ตัดพ้อ แอบรันทดตัวเองที่ทำได้แค่บอกรักพ่อผ่านกรงขัง ไม่มีสิทธิกอดแสดงความรัก เจ้าตัวตั้งปณิธานจะทำความดี บอกติดคุกครั้งเดียวก็เกินพอ พร้อมเชื่อมั่นว่าคงไม่จบชีวิตในคุกอย่างแน่นอน

คงยังจำกันได้สำหรับข่าวคราวของ “พาวเวอร์ แพท” หรือ “แพท วรยศ บุญทองนุ่ม” อดีตนักร้องอนาคตไกลค่ายแกรมมี่ หลังจากที่เจ้าตัวโดนตำรวจจับกุมในข้อหา “ค้ายาเสพติด” เมื่อช่วงกลางปี ’47 ที่ผ่านมา จนถูกศาลตัดสินสั่งจำคุก 50 ปี ปรับเป็นเงินอีก 1 ล้านบาท และถูกนำไปจองจำไว้ที่เรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี เวลาผ่านไปกว่า 4 ปี ความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ตามที่ทนายได้มีการยื่นอุทธรณ์ขอลดโทษไปนั้น ศาลได้มีคำตัดสินออกมาแล้ว โดยให้ยืนตามศาลชั้นต้น นั่นหมายความว่า โทษของแพทยังสูงที่ 50 ปีเท่าเดิม
ซึ่งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จากการที่ทีมข่าว “บันเทิงผู้จัดการ” ได้ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของแพทมาตลอด และก็มีหลายครั้งที่เราได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมและพูดคุยกับแพท โดยในครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังจากทราบข่าวทีมข่าวได้ติดต่อไปยังคุณพ่อ “นิวัติ บุญทองนุ่ม” เพื่อขอเข้าเยี่ยมแพทที่เรือนจำ เพื่อถามสารทุกข์สุขดิบและความเป็นอยู่ทั่วไป ซึ่งคุณพ่อก็อนุญาตและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และต้องบอกว่าภาพที่เห็นตรงหน้านั้น แทบไม่น่าเชื่อว่า นี่คือ นักโทษที่ติดคุกมานานหลายปี เพราะสภาพร่างกาย รวมไปถึงรูปร่างหน้าตานั้นดูแข็งแรงแจ่มใส หน้าตาสะอาดสะอ้านผิดจากภาพนักโทษที่คิดไว้ถนัดตา เหนือสิ่งอื่นใดแพทมีกำลังใจดีมาก ดูเข้มแข็งและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก โดยแพทบอกว่า สภาพจิตใจดีขึ้น เพราะปรับตัวได้แล้ว การได้มาอยู่ข้างใน ถ้าคิดในมุมดีมันก็ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิตหลากหลายแง่มุม แถมยังได้เรียนหนังสืออีกด้วย ส่วนในเรื่องของคดีเจ้าตัวยอมรับว่า รู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ลดโทษเลยแม้แต่ปีเดียว “คำตัดสินก็ยืนตามศาลชั้นต้น คือ 50 ปี ปรับ 1 ล้านบาท ก็เสียใจนิดหน่อย แต่ทำใจไว้แล้ว เพียงแต่เราแอบมีความหวัง ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ก็ต้องปล่อยชีวิตตามที่มันจะเป็นไป ตอนนี้ยื่นฎีกาขอลดโทษไปแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เพราะไม่มีระยะเวลาแน่นอนตายตัว อย่างเพื่อนผมบางคนรอแค่ปีเดียว บางคน 3 ปี มันไม่แน่ครับ ตอนนี้ผมก็ศึกษากฎหมายในการส่งสำนวนฟ้องอยู่ ที่โทษสูงเพราะเค้าแยกฟ้อง ทั้งของที่มีอยู่บนห้อง และที่จับคามือข้างล่าง มันต่างกรรมต่างวาระ ไม่ได้ฟ้องชุดเดียวกัน โทษก็เลยถีบกันไปสองเท่า มันก็เลยลำบากหน่อย ทนายเป็นคนจัดการ คือ เอาข้อเท็จจริงมาแย้งให้ศาลเห็นข้อเท็จจริง มันมีอยู่หลายจุดที่คำให้การของเราไม่มีน้ำหนัก ทนายจะเอาตรงนั้นมาตีความแล้วส่งฟ้อง มันเป็นการกระทำผิดครั้งแรกด้วย แต่มันไม่ใช่อาชีพผม...”

“เรื่องคดีพยายามไม่คิด เพราะถ้าคิดไปก็หาบทสรุปเองไม่ได้ เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ปล่อยให้มันเป็นไปตามขั้นตอนที่มันจะเป็น พยายามตัดเรื่องข้างนอกให้หมด และทำเวลาที่อยู่ข้างในให้ดีที่สุด มีประโยชน์ที่สุดดีกว่า อย่างเรียน งานดนตรี ซ้อมกีตาร์ ผมพยายามจะศึกษาให้มากกว่าตอนก่อนเข้ามา ตอนนี้ก็ติดต่อกับเพื่อนที่เคยเล่นกีตาร์ด้วยกัน ให้เค้าหาสื่อการสอนมาให้ เอาไว้สอนเพื่อนๆ ในนี้ นี่ก็เพิ่งมีเพื่อนใหม่มาให้สอนเพิ่มอีกหนึ่งคน ไม่รู้จะถอดใจก่อนรึเปล่า เพราะส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น มันยาก ต้องมุ่งมั่นและตั้งใจฝึกฝนจริงๆ”

“ผมใช้เวลาอยู่กับกีตาร์วันละ 5-7 ชั่วโมง ถ้าอนุญาตให้เอาขึ้นไปห้องนอนได้ ผมคงซ้อมเยอะกว่านี้ (ยิ้ม) รู้สึกว่าตัวเองกลับมาไฟแรงเหมือนตอนอายุ 14-15 แต่ไม่ได้หวังสูงขนาดที่ว่าต้องเป็นเกจินะครับ แค่อยากจะเป็นนักดนตรีที่สามารถถ่ายทอดให้ตรงจุด เพื่อให้คนที่ฟังเราเล่นยอมรับว่า เราเล่นกีตาร์ได้ดี ผมหวังตรงนี้มากกว่า จริงๆ ผมรักการเล่นดนตรีมากกว่าการร้องตั้งแต่ก่อนเป็นนักร้อง เพราะอยู่กับการเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 15 รู้สึกโชคดีที่ได้อยู่กับดนตรีกับศิลปะ มันทำให้ผมมีชีวิตในนี้อย่างไม่เครียด เวลาที่เล่นดนตรีมันทำให้ลืมความทุกข์ ลืมความท้อแท้ในโชคชะตาที่เราเป็นอยู่”
“กำลังใจส่วนใหญ่มาจากตัวเองก่อน ต้องสร้างกำลังใจให้ตัวเองก่อน รองลงมาคือครอบครัว พี่ๆ เพื่อนๆ ผมมีความเชื่ออยู่ว่าจะอยู่ในนี้ไม่นาน มันคงเป็นเพียงช่วงชีวิตนึงที่ต้องเข้ามาอยู่ในนี้ ให้ผมได้ศึกษาเรียนรู้ชีวิตเพื่อออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของตัวเอง พยายามมองว่าเป็นโอกาสที่ดี สอนวิธีคิด ทำให้ได้เรียนหนังสือ ได้ความรู้ได้ฝึกวาดรูปได้ซ้อมดนตรีจริงๆ จังๆ เพราะคิดอีกมุมถ้าอยู่ข้างนอกผมอาจจะไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ก็ได้”
“ได้ในเรื่องการปรับตัว ได้เรียนรู้คนหลากหลายสถานะ แตกต่างที่มา หลายสังคม ได้เรียนรู้จากผู้คนข้างใน ทำให้ผมมองชีวิตแตกฉานขึ้นเยอะเลย ที่สำคัญได้เล่นดนตรี เพราะถ้าอยู่ข้างนอกคงไม่มีเวลามากขนาดนี้ พยายามมองเรื่องทั้งหมดเป็นโอกาส อยู่ในนี้มา 4 ปีกว่า ไม่ได้อยู่อย่างทุรนทุราย ไม่ได้รู้สึกว่ามันยาวนาน กลับรู้สึกว่าวันๆ มันสั้นไปด้วยซ้ำ เพราะมีกิจกรรมให้ทำเยอะ วันๆ ไม่ได้ผ่านไปแบบทรมาน ตอนนี้ชีวิตโอเค สบายดี แต่ไม่ต้องเข้ามานะ (หัวเราะ)”

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยมีผู้สูบบุหรี่ทั้งประเทศกว่า 9.5 ล้านคน พบ 1 ใน 3 เป็นชาวอีสาน ขณะที่คนขอนแก่นครองแชมป์ประเทศ สูบบุหรี่สูงสุดกว่า 3 แสนคน เฉลี่ยการสูบ 9 มวน/คน/วัน

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2550 พบว่าทั้งประเทศมีอัตราผู้สูบบุหรี่มากถึง 9.5 ล้านคน โดยผู้ที่สูบบุหรี่ 1 ใน 3 หรือประมาณ 3.4 ล้านคนเป็นชาวอีสาน หรือร้อยละ 99 เป็นชาย จำนวนกว่า 3.3 ล้านคน และมีอัตราการสูบบุหรี่สูงถึงร้อยละ 40 ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของประเทศที่เท่ากับร้อยละ 36 รองลงมาคือผู้หญิงมีอัตราการสูบเพียงร้อยละ 1 หรือ 61,525 คน
นอกจากนี้ จากสถิติการวิจัยของธนาคารโลกพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะสูบต่อไปหากไม่เลิกสูบ ซึ่ง 1 ใน 4 ของผู้ที่สูบบุหรี่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า คนภาคอีสานกว่า 8.5 แสนคนเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะใน จ.ขอนแก่น ซึ่งมีผู้สูบบุหรี่มากถึง 301,091 คน โดยมีอัตราการสูบบุหรี่เฉลี่ย 9 มวน/คน/วัน และสูญเสียเงินจากการซื้อบุหรี่เฉลี่ย 9 แสนบาท/วัน ซึ่งถือเป็นสถิติที่มากที่สุดของประเทศไทย โดยประมาณการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ถึง 75,272 คน
"จากจำนวนผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้คนอีสานมาตระหนักถึงการลด ละ เลิก บุหรี่กันให้มากยิ่งขึ้น โดยเริ่มต้นจากบุคลากร อาทิ แพทย์ พยาบาล เภสัช ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุคลากรเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือด้านสุขภาพ และสามารถส่งผลต่อการชักจูงให้ผู้สูบบุหรี่หันมาเลิกบุหรี่ได้มากที่สุด”
เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวต่อว่า โรงพยาบาลก็ถือเป็นตัวอย่างของการชี้นำพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมให้กับประชาชน และเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพของประชาชน รวมทั้งในเรื่องปัญหาของบุหรี่กับสุขภาพด้วย ดังนั้นทางมูลนิธิฯ จึงได้เริ่มโครงการปลอดบุหรี่ โดยได้เลือกโรงพยาบาลเป็นสถานที่ต้นแบบ เพราะโรงพยาบาลมีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งไม่มีสถานที่ใดสามารถรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่ได้ตลอดเท่ากับโรงพยาบาล อีกทั้งมีบุคลากรที่น่าเชื่อถือ
"ทั้งนี้ ทางมูลนิธิฯ ได้เลือกให้โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น เป็นโรงพยาบาลปลอดบุหรี่ต้นแบบนำร่องแห่งแรกในประเทศ โดยจัดให้มีการรณรงค์เกี่ยวกับโทษที่เกิดจากบุหรี่ อีกทั้งเน้นการจัดสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลให้ปลอดบุหรี่อย่างจริงจัง ขณะเดียวกันโรงพยาบาลก็จะต้องจัดให้มีการบริการช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบด้วย ทั้งนี้คาดว่าในอนาคตโรงพยาบาลทุกแห่งจะเป็นสถานปลอดบุหรี่" ศ.นพ.ประกิต กล่าว
ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
สำหรับนักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล เมื่อสัมภาษณ์นักเรียนและประมวลถานการณ์ยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่ พบว่า นักเรียนส่วนหนึ่งอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ได้รับควันบุหรี่จากบุคคลใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน และนักเรียนส่วนหนึ่งให้ความสนใจกับการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า นักเรียนควรได้รับการดูแลช่วยเหลือให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องอันตรายของควันบุหรี่ และมีทักษะการดำเนินชีวิตที่ปลอดจากควันบุหรี่ รวมทั้งรู้จักดูแลตนเองและคนใกล้ชิดให้ปลอดจากควันบุหรี่ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการสร้างสรรค์บ้านปลอดบุหรี่ โรงเรียนปลอดบุหรี่ และชุมชนปลอดบุหรี่
ผู้รายงานได้ร่วมโครงการโรงเรียนนำร่องพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่โดยนำแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ไปทดลองใช้จัดการเรียนรู้ในคาบกิจกรรมแนะแนว ให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 2 ห้องเรียน และนักเรียนชุมนุมวัยใสไร้ควันบุหรี่ จำนวน 1 กลุ่ม ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 15 คาบ ผลปรากฎว่า หลังเรียนนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องบุหรี่สูงกว่าก่อนเรียน และเมื่อศึกษาผลการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่.2 ที่มีต่อการทดลองใช้หลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่ พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นระดับมากในประเด็น ความรู้ใหม่เรื่องบุหรี่ที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้ ( = 4.09 , S.D. = 0.68) มีความต้องการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เช่นนี้ให้แก่เยาวชนคนอื่น( = 3.89, S.D. = 0.93) และการเรียนรู้เช่นนี้สามารถสร้างกระแสให้เยาวชนไม่สูบบุหรี่ ( = 3.76 , S.D. = 0.86) ในขณะเดียวกันที่ผู้เรียนมีความเห็นว่าสื่ออุปกรณ์/เอกสารการสอนมีความน่าสนใจในระดับปานกลาง ( =3.49, S.D. = 0.91) รวมทั้งผู้เรียนมีความพึงพอใจในการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่ในระดับปานกลาง ด้วยเหตุนี้ผู้รายงานจึงวางแผนปรับปรุงกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น โดยสังเกตว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งผู้รายงานรับผิดชอบจัดการเรียนรู้กิจกรรมแนะแนว มักชอบอ่านหนังสือการ์ตูน และวาดภาพการ์ตูน และเมื่อสุ่มสอบถามนักเรียนกลุ่มหนึ่งพบว่านักเรียนอยากให้มีการ์ตูนในบทเรียน เพราะสามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้มากกว่าการอ่านตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ผู้รายงานจึงผลิตสื่อชุดการเรียน เรื่อง ภัยบุหรี่ ที่มีบทเรียนการ์ตูน เรื่อง วายร้ายบุหรี่เป็นสื่อประกอบชนิดหนึ่ง และทำการศึกษาวิจัยในชั้นเรียน โดยศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้ชุดการเรียน เรื่อง ภัยบุหรี่ ที่มีบทเรียนการ์ตูน กับ ที่ไม่มีบทเรียนการ์ตูน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 พบว่า ความรู้ความเข้าใจ และเจตคติที่มีต่อบุหรี่ ของผู้เรียนทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่พบความแตกต่างอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในเรื่องความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เรื่อง ภัยบุหรี่ โดยใช้ชุดการเรียนที่มีบทเรียนการ์ตูนและไม่มีบทเรียนการ์ตูน กล่าวคือ นักเรียนมีความคิดเห็นว่า ชุดการเรียนที่มีบทเรียนการ์ตูนมีความน่าสนใจมากกว่า นักเรียนได้รับความสนุกสนาน และมีความพึงพอใจในสื่อบทเรียนการ์ตูนมากกว่า ( = 4.81 , S.D. = 0.40 , = 4.53 , S.D. = 0.65 และ = 4.57 , S.D. = 0.65 ตามลำดับ